หากใครใช้กล้อง DSLR มาก่อนอาจจะไม่รู้สึกกังวลอะไรกับเรื่องแบตเตอรี่มากนักเพราะ DSLR แบตอึดมาก ชาร์ตหนึ่งครั้งอาจถ่ายได้ 1,000-2,000 รูปหรือมากกว่านี้ แต่ในกล้อง Mirrorless นั้นต่างออกไปโครงสร้างและการทำงานของกล้องต่างกัน
สำหรับ Mirrorless นั้นเซนเซอร์รับภาพและ CPU ของกล้องแทบจะต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อแสดงผลภาพบนจอหลัง สแกนหาจุดโฟกัส และหน้าที่อื่นๆ ในขณะที่เซนเซอร์รับภาพของ DSLR ทำงานเฉพาะเมื่อเราต้องการถ่ายภาพเท่านั้น มีเซนเซอร์โฟกัสและวัดแสงแยกกันต่างหาก ทำให้เซนเซอร์รับภาพและ CPU ซึ่งเป็นสองสิ่งที่กินไฟมากอันดับต้นๆของกล้องไม่ต้องทำงานตลอดเวลาเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Mirrorless ถึงกินไฟในแบตเตอรี่เร็วกว่า DSLR มาก
1. ปิดระบบ Preview ภาพหลังถ่าย
เป็นส่วนที่หลายคนมักมองข้ามเพราะขั้นตอนการถ่ายแล้วดูภาพเป็นอะไรที่เราทำกันเป็นปกติแต่ระบบ Preview หลังถ่ายนี้สามารถปิดได้จากในกล้องและมันยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกด้วยเนื่องจากการที่เราเปิดไว้นอกจากกล้องจะต้องเขียนข้อมูลลงการ์ดยังต้องไปอ่านข้อมูลมาโชว์ให้เราดูทุกครั้งซึ่งกินแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นแน่นอน
2. ปิดระบบกำจัดฝุ่นบนเซนเซอร์
ในกล้องของเราจะมีระบบกำจัดฝุ่นบนเซนเซอร์อยู่ครับซึ่งทำงานโดยกล้องจะเขย่าเซนเซอร์เร็วๆ ถ้าเราตั้งค่าจากโรงงานไว้ระบบนี้มักจะทำงานตอนเปิดหรือปิดกล้องซึ่งแน่นอนมันทำให้เราเปลืองแบตฯมากขึ้นเมื่อทำการเปิด-ปิดกล้อง ฉะนั้นถ้าเราเน้นด้านความประหยัดแบตฯผมแนะนำให้ปิดเอาไว้ก่อนแล้วหาจังหวะไปกดทำความสะอาดเซนเซอร์ด้วยตัวเองในภายหลังแทนครับ
3. ปิดกล้องทันทีเมื่อไม่ใช้งาน
หากเราไม่ได้ถ่ายต่อเนื่องนานๆเมื่อไม่ใช้เราควรปิดกล้องทันทีครับเพื่อประหยัดแบตเตอรี่เอาไว้ วิธีนี้ควรทำร่วมกับการปิดระบบกำจัดฝุ่นด้วยนะครับไม่อย่างงั้นการเปิด-ปิดกล้องบ่อยๆจะกลายเป็นว่าระบบกำจัดฝุ่นทำงานบ่อยมากทำให้เปลืองแบตเตอรี่แทน
4. ลดความสว่างหน้าจอ LCD
จอ LCD นั้นเป็นสิ่งบริโภคพลังงานระบบต้นๆเช่นเดียวกับมือถือ Smartphone ของเราทุกวันนี้ยิ่งจอมีขนาดใหญ่และละเอียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น ฉะนั้นการลดความสว่างของหน้าจอ LCD ลงจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ไปได้มากพอสมควรเลย
5. EVF vs. LCD ใช้อันไหนดี
เป็นสิ่งมีคนสงสัยกันมากว่าการใช้ช่องมองภาพ EVF ช่วยให้ประหยัดไฟมากกว่าจอ LCD ด้านหลังหรือเปล่าเพราะ EVF นั้นเป็นจอที่มีขนาดเล็กกว่ามากน่าจะกินไฟน้อยกว่า ซึ่งจากเท่าที่ผมได้ทดสอบใช้งานมารวมทั้งข้อมูลจากผลทดสอบของแบรนด์กล้องต่างๆ (เช่น บทความแนะนำจาก Fujifilm, Olympus, คู่มือแนะนำของ Sony) ตรงกันว่าใช้จอ LCD ด้านหลังนั้นประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าครับประมาณ 10-20% แม้ EVF จะมีขนาดเล็กกว่าแต่มีความละเอียดสูงมากกว่าเท่าตัว อีกทั้งมักออกแบบให้แสดงผลรวดเร็วและเฟรมเรตสูงกว่าจอหลังทำให้การใช้ EVF กล้องต้องอ่านข้อมูลจากเซนเซอร์สูงกว่าเป็นที่มาของการกินไฟจากแบตเตอรี่มากกว่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสเปคของจอหลังและ EVF ของกล้องแต่ละรุ่นด้วยนะครับ หาก EVF ไม่ได้มีความละเอียดหรือเฟรมเรตสูงกว่าจอหลังมากนักอาจจะช่วยให้ประหยัดไฟมากกว่า
6. ใช้ Electronis Shutter
กล้อง Mirrorless รุ่นใหม่ๆจะสามารถเลือกให้กล้องใช้แต่ Electronic Shutter ได้ซึ่งการใช้ Electronic Shutter จะช่วยลดการใช้ไฟที่ต้องไปขับเคลื่อนกลไกม่านชัตเตอร์ ข้อดีที่ได้มาอีกอย่างคือ Electronic Shutter นั้นเงียบไร้เสียง เหมาะจะถ่ายในสภานที่ๆต้องระวังเรื่องการใช้เสียง ข้อเสียคือไม่เหมาะจะใช้ถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องเร็วๆเช่น ถ่ายคนวิ่ง รถวิ่ง จะทำให้ภาพล้มจากผลของ Rolling Shutter Effect
7. ปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหว
ระบบป้องกันภาพสั่นไหวนั้นต้องใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไปขยับเซนเซอร์หรือชิ้นเลนส์ขึ้นอยู่กับยี่ห้อไหนใช้ระบบแบบไหนซึ่งแน่นอนว่าการเปิดไว้จะกินพลังงานมากขึ้น ดังนั้นหากเราถ่ายภาพในสถานที่ๆมีแสงมากจนได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงมากพอจะทำให้ภาพไม่สั่นอยู่แล้วแนะนำให้ปิดระบบป้องกันภาพสั่นไหวไปเลยครับจะช่วยประหยัดแบตฯได้ ยกเว้นคุณถ่ายในสภาพแสงน้อยการเสียไฟไปกับระบบกันสั่นแต่ช่วยให้ภาพไม่เสียเพราะความสั่นไหวก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย
หากไม่อยากปิดกันสั่น กล้องบางรุ่นจะสามารถปิดไม่ให้ระบบกันสั่นทำงานตลอดเวลาแต่ทำเฉพาะตอนที่กดชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่งได้ซึ่งจะช่วยประหยัดแบตฯได้มากครับ
หลีกเลี่ยงการเล็งเป็นระยะเวลานาน การเล็งภาพค้างไว้เป็นเวลานาน(กดชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่งแล้ว)จะทำให้ระบบกันสั่นทำงานเต็มที่อยู่ตลอดเวลาซึ่งหากทำบ่อยๆก็จะเปลืองแบตฯมากกว่าเดิมพอสมควรจึงควรหลีกเลี่ยงนะครับ
8. ปิดระบบเชื่อมต่อไร้สายต่างๆ Bluetooth, GPS, NFC, Wi-Fi
กล้องรุ่นใหม่จะมีระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายต่างๆมากมายทั้ง Wi-Fi, NFC, Bluetooth และ GPS ซึ่งการเปิดไว้จะทำให้กล้องกินพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม หากเราต้องการประหยัดแบตฯก็ให้ปิดระบบไร้สายเหล่านี้ก่อนนะครับ บางยี่ห้ออย่าง Sony จะมีโหมดเครื่องบินมาด้วยคุณสามารถใช้งานโหมดนี้ได้เลยครับกล้องจะปิดระบบสัญญาณพวกนี้ทั้งหมดเอง
9. ปิด Noise Reduction
เป็นระบบที่ช่วยลด Noise หรือเม็ดจุดสีที่เกิดจากสัญญาณรบกวนต่างๆในภาพซึ่งกล้องปัจจุบันนี้มีมาให้ทุกตัว โดยหลังจากถ่ายภาพมาแล้วกล้องจะทำการประมวลผลภาพนั้นเพื่อสแกนหา Noise และลบออกไปการปิดระบบนี้จะช่วยเราประหยัดพลังงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบลด Noise เมื่อใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่นาน(Long Exposure Noise Reduction)ซึ่งจะกินพลังงานมาก หากเราถ่ายภาพโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ 15 วินาทีโดยเปิดระบบ Long Exposure Noise Reduction กล้องจะถ่ายภาพแรกและตามด้วยภาพที่สองเป็นภาพสีดำด้วยความเร็วชัตเตอร์ 15 วินาทีเท่ากัน รวมแล้วเราจึงต้องเปิดเซนเซอร์ถ่ายภาพถึง 30 วินาทีเลยทีเดียวทำให้กินพลังงานจากแบตเตอรี่มากขึ้น
![10 เทคนิคประหยัดแบตสำหรับ Mirrorless ประยุกต์ใช้ได้ทุกรุ่น 6 Camera Battery 4](https://www.zoomcamera.net/wp-content/uploads/2019/05/Camera-Battery-4.jpg)
10. ปิดระบบ Full Time-AF
สรุป
ลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของทางร้านได้ตลอด 24 ชม. หรือ โทรเข้ามาโดยตรงผ่านโทรศัพท์
แอดไลน์ ID:@ZoomCamera หรือ หน้าเว็บไซด์ ZoomCamera
083-067-7677 / 02-098-9555 ต่อ 0 (หยุดวันอาทิตย์)
![10 เทคนิคประหยัดแบตสำหรับ Mirrorless ประยุกต์ใช้ได้ทุกรุ่น 7 วิธีการสั่งซื้อ](https://www.zoomcamera.net/wp-content/uploads/2021/01/ZoomCamera-How-to-shop-Infographic-1024x1024.png)
![10 เทคนิคประหยัดแบตสำหรับ Mirrorless ประยุกต์ใช้ได้ทุกรุ่น 8 โค้ด Web สมัครสมาชิก 900x600 1](https://www.zoomcamera.net/wp-content/uploads/2023/02/โค้ด-Web-สมัครสมาชิก-900x600-1.jpg)
![10 เทคนิคประหยัดแบตสำหรับ Mirrorless ประยุกต์ใช้ได้ทุกรุ่น 9 Banner Contact 2020 Part2 Cleaning Service](https://www.zoomcamera.net/wp-content/uploads/2020/08/Banner-Contact-2020-Part2-Cleaning-Service.jpg)
![10 เทคนิคประหยัดแบตสำหรับ Mirrorless ประยุกต์ใช้ได้ทุกรุ่น 10 เบอร์สาขา Web 2022 900x600 1](https://www.zoomcamera.net/wp-content/uploads/2022/10/เบอร์สาขา_Web-2022-900x600-1.jpg)