Review Olympus OM-D E-M5 Mark II เมื่อก่อนเคยดียังไง…ตอนนี้สุดยอดยิ่งกว่าเดิม Leave a comment

ก่อนอื่นก็…ขอสวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ./\. ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านกันยิ่งถ้าใครอ่านจนจบก็ขอขอบคุณที่สู๊ด~เลย ครั้งนี้ต้องบอกว่าโชคดีมากๆที่ผมได้มีโอกาสจับ Olympus OM-D E-M5 Mark II หลังจากงานเปิดตัวในไทย(ต้องขอขอบคุณทาง Olympus Thailand ด้วยครับ)และได้ลูบๆคลำๆอยู่ในเวลาสั้นๆ ในบทความนี้ก็เลยจะมีรีวิวถ่ายทอดประสบการณ์ให้ได้ฟังกันครับผม

Body – บอดี้ภายนอก

บอดี้ภายนอกรูปทรงโดยรวม E-M5 Mark II ไม่ค่อยต่างจาก E-M5 เดิมมากนักครับทั้งขนาดและน้ำหนักก็ใกล้เคียงกันถ้าคุณเคยจับ E-M5 ถนัดอย่างไรคุณก็จะจับ E-M5 Mark II ได้ถนัดอย่างนั้นและเท่าที่ผมลองจับดูรู้สึกว่ากริปจับตรงช่วงปลายนิ้วทำได้ดีขึ้นครับจับได้ติดมือมากขึ้น แต่ถ้าใครที่รู้สึกว่าจับ E-M5 รุ่นแรกไม่ถนัดมีโอกาสสูงที่คุณจะจับตัวนี้ไม่ถนัดเช่นกันครับเพราะรูปทรงมันไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลย แต่เราสามารถไปซื้ออุปกรณ์เสริมกริป HLD-8G หรือ ECG-2 มาใส่ได้ครับจะช่วยให้จับได้ถนัดขึ้นมากเลย

 

อีกหนึ่งจุดที่เปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัดคือจอหลังแบบ Vari-angle เราสามารถหมุนไปด้านหน้าเพื่อใช้ถ่าย Selfie ได้เลยครับและจอแบบนี้ยังเป็นประโยชน์มากสำหรับการถ่ายวิดีโอ จอหลังเป็นแบบ Touchscreen เราสามารถควบคุมกล้องผ่านการสัมผัสที่หน้าจอได้ ช่วยลดการสั่นไหวที่เกิดจากการกดชัตเตอร์หรือการกดปุ่มต่างๆขณะบันทึกวิดีโอและลดโอกาสที่เสียงคลิ๊กจากการกดปุ่มจะเล็ดรอดเข้าไปในวิดีโอ

ปุ่มต่างๆบนตัว Olympus OM-D E-M5 Mark II นั้นกดได้ง่ายกว่า E-M5 เดิมมากเลยครับแม้จะมีซีลกันน้ำกันฝุ่นเหมือนกันแต่ไม่จำเป็นต้องกดลงไปลึกๆเหมือน E-M5 แล้วทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นมากพอสมควรเลย รวมถึงแป้นหมุนต่างๆก็วางตำแหน่งได้ดีขึ้นใช้งานสะดวกขึ้น

ด้านบนผมมองว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นครับ มีปุ่มกดให้ใช้งานมากขึ้นกว่าตัวก่อน Fn มีให้ปรับตั้งถึง 4 ปุ่มเลย การตกแต่งพื้นผิวและลวดลายต่างๆให้ความรู้สึกที่ดูแข็งแกร่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม  และถ้าสังเกตดูด้านล่าง Hotshoe จะเห็นว่า Acessories Port (AP2) นั้นหายไปแล้วครับ ดังนั้นอุปกรณ์เสริมของ Olympus ชิ้นไหนที่จำเป็นจะต้องต่อผ่านพอร์ต AP2 จะไม่สามารถใช้กับรุ่นนี้ได้อย่างเช่นไมโครโฟนหรือไฟหนวดส่องมาโคร

Mode Dial มีปุ่มตรงกลางให้เราสามารถกดล็อคเพื่อไม่ให้หมุนได้ และปุ่มเปิด-ปิดย้ายมาอยู่ข้างบนแทนจากที่รุ่นเดิมอยู่ด้านหลัง

ก้านนี้เราสามารถพบได้ใน E-M5 Mark II และ E-M1 เป็นอะไรที่สะดวกมากๆ มันทำหน้าที่ให้การสลับค่า Setting ของเรา สมมติว่าในโหมดที่ 1 เราตั้งไว้ให้ Dial 2 อันปรับค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เรายังสามารถไปตั้งค่าให้โหมดที่ 2 ใช้ Dial 2 อันในการปรับ White Balance กับ ISO ได้ด้วย และวิธีสลับค่า Setting ทั้งสองก็ทำแค่เลื่อนก้านนี่ขึ้นลงเท่านั้นทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมากทีเดียว(ใช้สลับการตั้งค่าปุ่มอื่นๆได้ด้วยนะครับไม่ใช้เฉพาะ Dial) หรือจะใช้เป็นโหมด 1 สำหรับถ่ายภาพนิ่งโหมดสองสำหรับถ่ายวิดีโอก็ได้

รุ่นนี้มีช่องสำหรับเสียงสายซิงค์เช่นเดียวกับ E-M1 เลยครับ

พอร์ตต่างๆด้านข้างมี USB(A/V Out), HDMI และ MIC สำหรับต่อไมโครโฟน จากการหายไปของพอร์ต AP2 และเพิ่มพอร์ต MIC มาแทนจริงๆจะนับเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ครับเพราะถึงแม้เราจะไม่สามารถใช้อุปกรณ์เสริมรุ่นก่อนๆได้แต่สามารถหาไมโครโฟนแบรนด์อื่นๆมาใช้กับ E-M5 Mark II ได้ผ่านพอร์ต MIC 

Specification – รายละเอียดสเปค

Olympus OM-D E-M5 Mark II Specification

  • เซนเซอร์ Live MOS ขนาด Four Third ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
  • ชิพประมวลผล TruePic VII
  • ISO200-25600 ขยายได้ถึง 100-25600
  • ระบบกันสั่น 5 แกน 5-Axis VCM ลดการสั่นไหวได้ถึง 5 สตอป
  • ระบบ Autofocus แบบ Contrast Detect 81 จุด
  • ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด 1/8000 วินาที
  • ความเร็วชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ 1/16000 วินาที
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องเร็วขึ้นเป็น 10 ภาพต่อวินาที  AF-S และ 5 ภาพต่อวินาที AF-C
  • ชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์(Silent Mode)ถ่ายภาพต่อเนื่อง 11fps
  • จอแสดงผล Touchscreen แบบ Vari-angle ความละเอียด 1,040,000 พิกเซล
  • ช่องมองภาพความละเอียด 2,360,000 พิกเซล อัตราขยาย 1.48x
  • ถ่ายวิดีโอ Full HD 1080/60p บิตเรตสูง 52Mbps(IPB) และ 77Mbps(ALL-I)
  • วิดีโอสามารถตั้งค่า Time Code
  • ได้บอดี้ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์บอดี้มี Weather Seal ป้องกันละอองน้ำ, ฝุ่น, ทนอุณหภูมิได้ -10 องศาเซลเซียส
  • ฟีเจอร์ถ่ายภาพความละเอียด 40 ล้านพิกเซลจากการรวมภาพ 8 ภาพเข้าด้วยกัน(JPEG)
  • ถ่ายภาพความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลสำหรับไฟล์ RAW
  • ฟีเจอร์ใหม่ Live View Boost II สว่างกว่าของเดิมใน E-M5 ถึง 5EV
  • มีฟีเจอร์ Keystone, Live Composite และ Olympus Capture แบบเดียวกับ E-M1
  • มี Focus Peaking(เลือกได้ 4 สี ดำ, ขาว, แดง, เหลือง)
  • ฟังก์ชั่น Clip ให้ผู้ใช้อัดคลิปสั้นๆหลายๆคลิปได้(1, 2, 4, 8 วินาที)
  • มาพร้อมแฟลช FL-LM3(GN 9) หัวแฟลชหมุนและก้มเงยได้
  • มี Wi-Fi ในตัว
  • น้ำหนัก 469 กรัม

ระบบกันสั่น 5 แกนประสิทธิภาพดีขึ้น

กันสั่น 5 แกนใน Olympus OM-D E-M5 Mark II มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในรุ่นใหม่นี้สามารถลดการสั่นไหวได้ถึง 5 สตอปจาก E-M5 เดิม 4 สตอป นอกจากนี้กันสั่นใหม่ใน E-M5 Mark II ยังสามารถทำงานแบบ 5 แกนได้ทั้งในภาพนิ่งและวิดีโอจากเดิมที่กันสั่นใน E-M5, E-M10 หรือ E-M1 สามารถทำงานในวิดีโอได้แค่ 3 แกนเท่านั้น ดังนั้นกันสั่นที่ดีขึ้นนี้จะส่งผลให้เราเห็นได้ชัดที่สุดเลยในการถ่ายวิดีโอนั่นเองครับ

วิดีโอดีขึ้นทัดเทียมคู่แข่ง

โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Olympus เป็นกล้อง Mirrorless ที่ไม่เก่งด้านวิดีโอเลยครับเหมือนมีไว้แค่ให้พอใช้งานได้เท่านั้นซึ่งส่วนตัวผมเองรู้สึกเสียดายมากเพราะ Olympus มีกันสั่นที่ดีมันเหมาะจะใช้สำหรับวิดีโอ แต่…ในครั้งนี้ Olympus OM-D E-M5 Mark II ได้มีการพัฒนาด้านวิดีโอขึ้นมามากเลยครับ เริ่มจากการที่สามารถถ่าย Full HD 1920×1080 60fps ได้ที่บิตเรตสูงถึง 52Mbps สำหรับ IPB และ 77Mbps สำหรับ All-I(1080p 30fps) จากเดิมที่ OM-D รุ่นก่อนๆมีบิตเรตสูงสุดแค่ราวๆ 20Mbps เท่านั้นเรียกว่าอัพสเปคขึ้นมาเยอะมากจนเริ่มทัดเทียมคู่แข่งแล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ให้สามารถตั้งค่า Time Code ได้เพื่อให้สะดวกในการตัดต่อเมื่อใช้กล้องหลายตัวในการถ่ายทำ(ตั้งให้นาฬิกาในกล้องแต่ละตัวเดินในเวลาพร้อมกันจะได้ตัดต่อได้ง่าย) มีฟังก์ชั่น Focus Peaking ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมให้สามารถตั้งเป็นสีแดง, เหลือง, ดำ, ขาวได้(เดิมมีแค่ ดำ, ขาว) เพื่อช่วยในการ Manual Focus สามารถใช้ขณะบันทึกวิดีโอได้ และกันสั่น 5 แกนที่ช่วยลดการสั่นไหวของวิดีโอซึ่งหลังจากทดสอบดูแล้วเป็นกันสั่นที่ใช้งานได้จริงและใช้งานได้ดีมากๆขอยกให้เป็นกันสั่นที่ดีที่สุดในกล้อง Mirrorless ขณะนี้เลย แม้ด้านวิดีโอจะเก่งขึ้นมามากขนาดนี้แต่ก็มีเรื่องที่น่าเสียดายคือไม่ใส่ Picture Style ทีเป็นพวก Cinema Profile ทั้งหลายมาให้เพราะถ้าให้มาจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้คนที่อยากจะเอาไปแต่งต่อทีหลังได้มากทีเดียว ส่วนเรื่องของ 4K นั้นก็น่าเสียดายเช่นกันที่ไม่มีมาให้ในรุ่นนี้แต่ Olympus ก็กล่าวไว้ครับว่าพวกเค้ามองเรื่อง 4K เอาไว้ในอนาคตเช่นกัน

Olympus ยังมีฟังก์ชั่นที่เรียกว่า Clip ใส่มาให้สำหรับคนที่ชอบถ่ายวิดีโอแบบคลิปสั้นๆ โดยเราสามารถตั้งค่าได้ว่าจะถ่ายวิดีโอสั้นๆ 1, 2, 4, 8 วินาที เมื่อครบเวลาก็จะหยุดถ่ายและคลิปจะถูกรวมไว้ในเมนูที่เรียกว่า My Clip เราสามารถนำคลิปมาตัดต่อเข้าด้วยกันและใส่เสียงหรือเอฟเฟกต์ต่างๆได้เลยในกล้อง

All-I และ IPB อธิบายอย่างง่ายๆเป็นรูปแบบการบีบอัดวิดีโอครับผม คล้ายๆกับที่ในการถ่ายภาพนิ่งมีไฟล์ RAW กับ JPEG ปกติแล้วในการถ่ายวิดีโอจะมีการบีบอัดระหว่างเฟรมภาพอยู่ครับอย่างเช่น เราถ่าย 1080p 30fps ก็คือจะมีการเก็บภาพ 30เฟรมภาพต่อ 1 วินาที ในกรรณีที่เป็นการบีบอัดแบบ IPB อาจจะมีการเก็บภาพ 1 ภาพแล้วนำไปเทียบเคียงสร้างเป็น 15 ภาพและเก็บอีก 1 ภาพไปสร้างเป็นอีก 15 ภาพรวมเป็น 30 ภาพต่อวินาที แต่สำหรับ All-I จะไม่มีการบีบอัดระหว่างเฟรมแบบ IPB แต่จะเก็บภาพจริงทุกภาพ 30 ภาพจริงๆ ข้อแตกต่างคือ IPB จะมีไฟล์ขนาดเล็กกว่ามากเหมาะสำหรับจะถ่ายเป็นเวลานานมากกว่าแต่สำหรับคนที่ต้องการนำไปเข้าโปรแกรมแต่งต่อทีหลังการมีภาพจริงทุก 30 ภาพแบบ All-I ย่อมทำงานได้ง่ายกว่าแต่ก็ต้องยอมแลกกับขนาดไฟล์ที่ใหญ่ตัวอย่างเช่น ไฟล์ IPB ขนาด 4GB อาจถ่ายได้ซัก 14-15 นาทีแต่ถ้าเป็น All-I จะเหลือแค่ 4-5 นาทีเท่านั้น

เซนเซอร์ 16 ล้านพิกเซลกับการถ่ายไฟล์ภาพ 40 ล้านพิกเซล

เซนเซอร์ของ Olympus OM-D E-M5 Mark II ยังคงใช้ 16 ล้านพิกเซลตัวเดิมครับผมเป็นเซนเซอร์คู่กรรมกันมาเนิ่นนานไม่รู้ว่า Olympus มีแผนจะเปลี่ยนบ้างมั้ย ฮ่าๆ แต่แม้ไม่ได้เปลี่ยนใหม่ Olympus ก็ได้อาศัยเทคนิคในการขยับเซนเซอร์เพื่อสร้างไฟล์ภาพความละเอียดสูง 40 ล้านพิกเซลโดยการรวมภาพ 8 ภาพเข้าด้วยกันโดยที่ระหว่างแต่ละภาพมีการขยับเซนเซอร์ไปเล็กน้อย(ขยับไป 0.5 และ 1 พิกเซล)

ช่องมองภาพใหญ่สะใจจาก E-M1

เดี๋ยวนี้ EVF นี่ใหญ่พอๆกับ OVF ของกล้อง Full Frame เลยทีเดียว อย่างช่องมองภาพของ Olympus OM-D E-M5 Mark II ต้องบอกว่าใหญ่สะใจดีมากเป็นช่องมองอัตราขยาย 1.48x ความละเอียด 2,360,000 พิกเซลตัวเดียวกับที่อยู่ใน E-M1 ขนาดใหญ่จนอีกนิ๊ดเดียวก็จะเท่ากับช่องมองภาพ OVF ของ Canon EOS-1D X เลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ Live View Boost II ที่ใช้สำหรับช่วยเร่งแสงในช่องมอง EVF ครับ ประโยชน์ของมันจะเห็นได้ชัดตอนที่เราถ่ายดาวบนท้องฟ้าที่มืดสนิท ปกติแล้วข้อดีอย่างหนึ่งของ OVF คือเวลาเรามองผ่าน OVF เราสามารถเห็นดาวได้เพราะมันก็คล้ายกับการที่เรามองด้วยตาตามปกติแต่ EVF นั้นมองดาวแทบไม่เห็นเลยครับฟ้านี่แทบจะมืด Live View Boost II เลยมีไว้ช่วยเหลือตรงนี้ครับโดยการเร่งแสงขึ้นทำให้เราสามารถมองเห็นดาวได้ชัดขึ้นโดยในเวอร์ชั่นใหม่นี้สว่างกว่า Live View Boost เวอร์ชั่นเดิมใน E-M5 ถึง 5EV เลย

จอหลัง Vari-angle

ที่ผ่านมาตระกูล OM-D ใช้จอหลังแบบ Tilt มาตลอดแต่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนไปใช้จอแบบ Vari-angle แทน มีความละเอียดดีขึ้นกว่า E-M5 เดิมแต่ยังเป็นจอ 3.0″ ความละเอียด 1,040,000 พิกเซลเช่นเดียวกับ E-M1 และ E-M10 ครับหน้าจอเป็นแบบ Capacitive Touchscreen สามารถใช้สั่งการลั่นชัตเตอร์และปรับตั้งค่าต่างๆได้ช่วยลดการสั่นไหวและเสียงที่เกิดจากการกดปุ่มได้ดีเลย เพราะการกดปุ่มหรือหมุน Dial อาจทำให้กล้องสั่นไหวหรือเกิดเสียงคลิ๊กเข้าไปในวิดีโอได้สาเหตุที่ Olympus เปลี่ยนไปใช้จอแบบนี้โดยส่วนตัวผมมองไว้ 2 เหตุผลครับ

  • จอแบบนี้เหมาะกับการถ่ายวิดีโอมากกว่า เห็นได้ชัดว่าในรุ่นนี้ Olympus เน้นพัฒนาด้านการถ่ายวิดีโออย่างมากเลย
  • Selfie !!! ถือเป็นของแถมก็ว่าได้นอกจากจะถ่ายวิดีโอได้ดีแล้วก็หมุนถ่าย Selfie ได้ด้วยตามยุคสมัยนิยม

บอดี้ Weather Seal

บอดี้ของ Olympus OM-D E-M5 Mark II มี Weather Seal ทำให้สามารถป้องกันน้ำและฝุ่นได้รวมถึงทนต่ออุณหภูมิได้ -10 องศาเซลเซียส สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือแม้ว่าจะมีซีลกันน้ำกันฝุ่นเหมือนกับ E-M5 ตัวแรกแต่ปุ่มกดต่างๆกดง่ายกว่ามากๆ ถ้าใครยังจำได้ E-M5 เดิมนั้นการออกแบบปุ่มมีช่วงกดที่ลึกซึ่งโดยความเห็นผมบางจังหวะมันกดลำบากไปหน่อยแต่ในรุ่น E-M5 Mark II ไม่เป็นแล้วครับกดง่ายกว่าเดิมมากๆ

Wi-Fi ในตัว

Olympus OM-D E-M5 Mark II มี W-Fi ในตัวเราสามารถเชื่อมต่อกับ Smartphone แล้วควบคุมกล้องรวมถึงดูภาพต่างๆจากแอปพลิเคชั่นได้เลยครับ

Software Features

นอกจากความสามารถด้านวิดีโอแล้วด้านที่เพิ่มเข้ามาเยอะที่สุดคงต้องเป็น Software เลยครับ Olympus OM-D E-M5 Mark II ใส่มาให้ทั้ง Keystone, Live Composite, Olympus Capture เทียบเท่ากับ E-M1 หลังอัพเฟริมแวร์ 2.0 แล้วเลย

  • Keystone เป็นฟีเจอร์ที่ทำงานคล้ายๆกับเลนส์ Tilt-Shift ครับผม ปกติถ้าเราใช้เลนส์ไวด์ถ่ายตึกในมุมเงยขึ้นเราอาจจะเห็นตึกถูกบีบให้ตีบเข้าซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ฟีเจอร์ Keystone สามารถจะปรับแก้ให้ตึกตั้งไม่ตีบเข้าได้โดยการหมุน Dial ปรับค่าไปตามทีเราต้องการและสามารถปรับได้ทั้งแกน X และแกน Y เรียกว่าได้ความสามารถ Tilt-Shift มาโดยที่ไม่ต้องไปซื้อเลนส์ Tilt-Shift แสนแพงเลย
  • Live Composite เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เจ๋งๆของค่ายนี้เลยคือมันสามารถรวมภาพหลายๆภาพให้เราได้อย่างเช่นการถ่าย Star Tail หรือถ่ายดาวเป็นเส้นที่ต้องอาศัยการการถ่ายภาพจำนวนหลายร้อยรูปและนำมารวมกันภายหลังด้วยคอมพ์แต่ Live Composite ทำให้เราเลยจากหลังกล้องและเราสามารถมองเห็นภาพที่ได้จากหลังกล้องตลอดขณะที่ถ่ายอยู่หรืออย่างการถ่ายน้ำตกฟุ้งๆตามปกติแล้วเราอาจต้องอาศัย ND ช่วยตัดแสงเพื่อที่จะได้ความเร็วชัตเตอร์นานๆจนน้ำตกฟุ้ง แต่ถ้ามี Live Composite ช่วยซ้อนภาพให้เราอาจไม่ต้องใช้ ND ขอแค่ตั้งค่าให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆหน่อยซัก 1/2 – 1 วินาทีถ่ายมาหลายๆภาพและให้กล้องช่วยรวมภาพให้เราก็จะได้น้ำตกฟุ้งๆไหวๆเช่นกัน ดูบทความ Live Composite
  • Olympus Capture เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราสามารถควบคุมกล้องผ่านคอมพิวเตอร์ได้ชนิดที่ว่ามอง Live View ผ่านคอคอมฯเลยทีเดียวและปรับตั้งค่าได้แทบทุกอย่างจากคอมฯ
  • Quick Sleep Mode เป็นโหมดที่ช่วยในการประหยัดพลังงานครับโดยเมื่อเราเปิดโหมดนี้กล้องจะเข้าสู่โหมด Sleep ทันทีเมื่อเราไม่สั่งการอะไรเป็นเวลา 3 วินาที ซึ่ง Olympus กล่าวไว้ว่าจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของแบตฯให้ถ่ายภาพได้ 750 ภาพต่อการชาร์ตหนึ่งครั้งเลยทีเดียวจากปกติที่อย่างเก่งก็ถ่ายได้ราวๆ 300-400 ภาพ

ทดสอบไฟล์ภาพ 40 ล้านพิกเซล

ในกล้องจะเรียกว่า High Res Shot ครับผม จากการได้ทดลองใช้ขอบอกตามตรงว่าเป็นฟังก์ชั่นที่”ยุ่งยากมาก”ชนิดที่ว่าถ้าไม่ใช่ว่าอยากได้ไฟล์ละเอียดมากจริงๆผมคงไม่กดมาใช้เพราะกล้องจะต้องนิ่งจริงๆระหว่างถ่ายมีสั่นมีโยกนิดเดียวไม่ได้เลยครับภาพจะไม่คมทันทีและจะต้องถ่ายเฉพาะของที่นิ่งๆเท่านั้นเหมาะสำหรับถ่ายสินค้า สิ่งของไม่เคลื่อนที่ ใช้ถ่ายวิวก็พอได้อยู่ครับแต่วัตถุในภาพก็ควรจะนิ่งเช่นกันถ้าเกิดมีต้นไม้ที่กำลังปลิวตามลมระหว่างถ่ายต้นไม้จะไม่คมทันทีและได้เป็นภาพเงาซ้อนๆกันแบบเบลอๆ ขาตั้งกล้องจำเป็นมากสำหรับการใช้ฟังก์ชั่นนี้เราไม่สามารถใช้มือถือถ่ายได้เลยครับและเมื่อเปิดฟังก์ชั่นนี้กันสั่นจะไม่ทำงาน(ยิ่งยากเข้าไปใหญ่เลย T^T) และหลายคนอาจสงสัยว่าการปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ขึ้นสูงๆจะช่วยให้ถือถ่ายได้มั้ย ผมจึงได้ลองทดสอบใช้ชัตเตอร์สูงๆแต่ก็ยังถือถ่ายไม่ไหวอยู่ดีครับ เรียกว่าต้องมีขาตั้งเท่านั้นเลย

High Res Shot จะใช้เวลาประมวลผลหลังจากถ่ายเสร็จ 2.5 วินาที และเมื่อเปิดโหมดจะมีข้อจำกัดที่สามารถตั้งรูรับแสงได้แคบสุดแค่ f/8 ความเร็วชัตเตอร์ช้าสุด 8 วินาทีและ ISO สูงสุดไม่เกิน 1600 โดยรวมผมจึงอยากจะแนะนำว่าถ้าคุณผู้อ่านกำลังคิดจะซื้อ E-M5 Mark II เพราะ 40 ล้านพิกเซลล่ะก็อยากให้ลองคิดดูใหม่ครับมันอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก ฟังก์ชั่นนี้มันเหมือนเป็นของแถมเจ๋งๆเท่านั้นไม่ใช่จุดเด่นหลักๆของ E-M5 Mark II

สิ่งที่ใช้ทดสอบถ่ายคือภาพหยดน้ำที่เกาะติดถังน้ำและธนบัตร 1,000 บาทครับผม

แต่ถ้าตัดเรื่องความยุ่งยากที่ผมกล่าวด้านบนนี้ออก ไฟล์ 40 ล้านพิกเซลของ Olympus OM-D E-M5 Mark II ถือว่าใช้งานได้จริงเลยครับเก็บรายละเอียดมาได้มาก ในตอนเปิดตัวผมได้มีโอกาสเห็นภาพที่ปริ้นขนาดใหญ่ของ Full Frame 36.3 ล้านพิกเซลเทียบกับ 40 ล้านพิกเซลของ E-M5 Mark II เห็นชัดว่าเก็บรายละเอียดมาได้พอๆกันเลย สรุปโดยรวมคือไฟล์ที่ได้มานั้นใช้งานได้จริง แต่กว่าจะได้ไฟล์มามันยุ่งยากจุกจิกไปหน่อย

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่นนี้ถ่ายสิ่งที่เคลื่อนไหว

จริงๆโดยหลักแล้วเราน่าจะสามารถนำโหมดนี้ไปถ่ายน้ำตกหรือทะเลพริ้วๆได้ครับโดยตั้งชัตเตอร์ให้ช้าหน่อยและปล่อยให้กล้องซ้อนภาพให้เราน่าจะได้ภาพน้ำตกที่ไหลพลิ้วได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวผมเองยังไม่เคยลองใช้จริงครับแต่ถ้าทำได้จริงมันน่าจะช่วยประหยัดค่า ND ได้เยอะเลย

ทดสอบ ISO เทียบกันระหว่าง E-M5 และ E-M5 Mark II

ต้องบอกก่อนว่าพอย่อภาพให้เล็กแล้วมันสังเกตเห็น Noise ได้น้อยลงถ้าไฟล์เดิมๆจะเยอะกว่าที่เห็นนี้เล็กน้อยครับผม ทุกภาพ Crop 100%

ทางคุณผู้อ่านอาจจะเห็นไม่ชัด ไฟล์ของ E-M5 Mark II มีการจัดการ Noise ที่ดีกว่ารุ่นก่อนครับ แต่ดีกว่าไม่มากนักถ้าไม่ Crop 100% อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และเนื่องจากเราพอจะเดาได้ว่าเซนเซอร์คงเป็นตัวเดียวกัน Noise ที่ดีขึ้นนี้จึงน่าจะเป็นความดีความชอบของชิปประมวลผล TruePic VII นั่นเอง ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่อยู่ใน E-M10 และ E-M1 ด้วยเช่นกัน

Reallife Test Image – ทดสอบถ่ายภาพ

ผมถ่ายรูปมาให้ดูกันนิดหน่อย ภาพทั้งหมดไม่แต่งสีหรือแสงเลยครับแต่จะผ่านการย่อภาพและ USM ถ่ายด้วยโหมด A และ WB Auto ส่วน ISO ขึ้นไม่เคยเกิน 1600 เลนส์ที่ใช้คือ Olympus M.Zuiko Digital ED 14-150mm F4-5.6 II ครับผม

ทดสอบพลังซูมของ Olympus M.Zuiko Digital ED 14-150mm F4-5.6 II ซะหน่อยที่ระยะ 14mm และ 150mm ครับ เป็นเลนส์ที่ใช้สนุกมือมากๆอยากจะถ่ายเจาะอะไรตรงไหนนี่ไม่ต้องเดินให้เมื่อย ดึงซูมอย่างเดียว พลังซูมเหลือเฟือ ฮ่าๆ

Conclusion – สรุป

ข้อดี

  • วิดีโอดีขึ้นกว่าเดิมมากสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาดได้แล้ว
  • กันสั่น 5 แกนเดิมๆก็เทพอยู่แล้วคราวนี้ยังเทพกว่าเดิมอีก
  • กันสั่นทำงานในวิดีโอได้ดีเยี่ยมสามารถถือถ่ายด้วยมือได้สบายมาก
  • ไฟล์ภาพ 40 ล้านพิกเซลใช้งานได้จริงรายละเอียดพอๆกับไฟล์จากเซนเซอร์ Full Frame เลย
  • กันอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียสได้
  • ปุ่มกดมีเยอะขึ้นรองรับการใช้งานระดับโปรมากขึ้นปุ่ม Fn มีให้เลือกปรับเยอะพอๆกับ E-M1
  • ปุ่มกดต่างๆกดง่ายกว่ารุ่นเดิมมาก
  • การวางตำแหน่งปุ่มและแป้นต่างๆดีขึ้น ใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • มี Wi-Fi ในตัวให้เชื่อมต่อ Smartphone ได้แล้ว
  • จอหลังหมุนถ่าย Selfie ได้และเหมาะสำหรับถ่ายวิดีโอ
  • มีอิเล็กทรอนิกส์ชัตเตอร์ 1/16000 วินาทีทำงานได้เงียบสนิทไร้เสียง
  • ช่องมองภาพใหญ่สะใจ มองภาพได้สบายตา
  • สามารถตั้งค่า Time Code ได้
  • มี Keystone และ Live Composite
  • สามารถควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ได้ด้วย Olympus Capture
  • แฟลชแถมที่ให้มา FL-LM3 สามารถหันหัวแฟลช Bounce ได้
  • เสียงชัตเตอร์เปลี่ยนไปนุ่มเนียนหูมากขึ้น

ข้อไม่ค่อยดี

  • ฟังก์ชั่น 40 ล้านพิกเซลใช้งานยากไม่เหมาะกับการใช้ถ่ายตามปกติ
  • ประสิทธิภาพด้านภาพนิ่งไม่ค่อยต่างจากรุ่นเดิมอย่าง E-M1 หรือ E-M10

โดยความเห็นส่วนตัวของผม Olympus OM-D E-M5 Mark II นั้นดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนชัดเจนครับแต่ว่ายังไม่ค่อยต่างจาก E-M1 หรือ E-M10 มากนักมันเหมือนเป็นการเอาข้อดีของ E-M10 และ E-M1 มายำรวมกันในชื่อ E-M5 Mark II และสำหรับภาพนิ่งไฟล์ก็ไม่ค่อยแตกต่างจาก E-M1 กับ E-M10 ด้วย

เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ Olympus ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเป็นเรื่องหลักในรุ่นนี้คือ”วิดีโอ”ซึ่งเป็นจุดด้อยของตัวเองมานานและเห็นได้ชัดว่าทำสำเร็จออกมาได้ดีทีเดียวเพราะสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาดได้แล้วแถมกันสั่น 5 แกนยังทำงานได้ดีกว่าคู่แข่งมากจนเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของรุ่นนี้เลยเพราะสำหรับการถ่ายวิดีโอแล้วการสั่นไหวถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ กันสั่นในกล้องที่ดีจะช่วยประหยัดงบที่เราต้องไปซื้อหรือเช่าอุปกรณ์เสริมต่างๆได้มากทีเดียว ถ้าคุณกำลังสนใจกล้องจากค่ายขุนเขาแห่งเทพเจ้านี้และเป็นคนชอบถ่ายวิดีโอ E-M5 Mark II เป็นตัวเลือกที่ดีเลย แต่!ถ้าเกิดคุณเป็นคนที่ไม่ได้ใช้วิดีโอจะกลายเป็นว่า E-M5 Mark II กลับไม่ค่อยพัฒนาไปมากเท่าไหร่นัก แต่กำลังลังเลในการตัดสินใจเลือกกล้องตัวนี้ผมมีคำแนะนำจากความเห็นส่วนตัวครับผม

  • ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ E-M5 รุ่นเดิมอยู่การเปลี่ยนเป็น E-M5 Mark II นั้นถือว่าคุ้มค่าครับเพราะมันดีขึ้นอย่างชัดเจน ลูกเล่นด้าน Software เองก็มีมากกว่าเยอะ
  • ถ้าคุณใช้ E-M10 อยู่และคุณพอใจกับกันสั่น 3 แกนที่ใช้อยู่ตอนนี้และไม่ได้อยากจะได้ฟังก์ชั่นอย่าง Keystone, Live Composite หรือจอหลังพับถ่าย Selfie ผมแนะนำว่าควรใช้ E-M10 ต่อไปก่อนครับผม
  • สำหรับท่านที่ใช้ E-M1 อยู่ถ้าเป็นผมๆจะไม่เปลี่ยนมาเป็น E-M5 Mark II ครับเพราะ E-M1 ยังมีจุดที่ดีกว่าอยู่พอสมควรทั้งบอดี้ที่จับได้ถนัดมือมากกว่า และระบบโฟกัส Phase Detect บนเซนเซอร์ที่ไม่มีใน E-M5 Mark II และลูกเล่นด้าน Software เจ๋งๆอย่าง Keystone, Live Composite ใน E-M1 เองก็มีเช่นกัน

 

บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 28/05/2015

Leave a Reply