ถ้าถามผมตรงๆ ว่า Hasselblad X2D II 100C เป็นกล้องที่น่าซื้อไหม คำตอบคือ มันน่าซื้อมากสำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์ถ่ายภาพระดับพรีเมียมจริงๆ และต้องการไฟล์ภาพที่ให้ทั้งรายละเอียด โทนสี มิติ และฟีลลิ่งที่แตกต่างจากกล้อง Full Frame อย่างชัดเจน
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ใช้ Hasselblad X2D II 100C กับงานหลายแบบมาก ทั้งถ่ายพอร์ตเทรตในสตูดิโอ ถ่ายตามวัด ถ่ายท่องเที่ยว และลองใช้ในสถานการณ์ที่ต้องถือถ่ายจริงจังพอสมควร บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่พิเศษมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่กล้องสเปกแรง แต่มันคือกล้องที่ทำให้การถ่ายภาพ “รู้สึกพิเศษ” ตั้งแต่วินาทีที่ยกขึ้นมาแนบตา
บทความนี้ผมจะเล่าแบบครบๆ ว่า Hasselblad X2D II 100C คืออะไร ทำไมมันแพง จุดเด่นอยู่ตรงไหน มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเหมาะกับใครกันแน่
Hasselblad คือแบรนด์แบบไหน ทำไมราคาถึงแรงขนาดนี้
Hasselblad เป็นแบรนด์จากประเทศสวีเดน และเป็นชื่อที่มีน้ำหนักมากในโลกการถ่ายภาพมายาวนาน หลายคนน่าจะคุ้นจากยุคกล้องฟิล์ม โดยเฉพาะเรื่องราวระดับตำนานที่กล้อง Hasselblad ถูกนำไปใช้ในโครงการ Apollo สำหรับการสำรวจดวงจันทร์ ภาพประวัติศาสตร์ของมนุษย์บนดวงจันทร์ก็มีชื่อของแบรนด์นี้อยู่เบื้องหลัง
เพราะแบบนี้ Hasselblad จึงไม่ได้ถูกมองเป็นแค่แบรนด์กล้อง แต่ถูกยกให้เป็นแบรนด์ระดับสูง ทั้งในแง่ของงานประกอบ คุณภาพวัสดุ ความประณีต และคาแรกเตอร์ของภาพที่มีเอกลักษณ์มาก
สำหรับ Hasselblad X2D II 100C จุดสำคัญที่สุดก็คือมันเป็นกล้อง Medium Format ซึ่งใช้เซ็นเซอร์ใหญ่กว่ากล้อง Full Frame อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าเมื่อเซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้น ราคาก็ไม่ธรรมดาตามไปด้วย
ราคาบอดี้อยู่ที่ประมาณ 280,000 กว่าบาท และถ้ารวมเลนส์ที่ใช้คู่กัน ราคาก็แรงระดับที่หลายคนอาจพูดเล่นๆ ได้เลยว่าแพงกว่ารถที่ขับอยู่เสียอีก

ดีไซน์และงานประกอบ พรีเมียมตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง
สิ่งแรกที่ผมชอบมากของ Hasselblad X2D II 100C คือมันเป็นกล้องที่จับแล้วรู้ทันทีว่า “ของดี” บอดี้บางกว่าที่คิดมาก เมื่อเทียบกับกล้องโปรยุคปัจจุบันหลายรุ่น แม้จะเป็นกล้องเซ็นเซอร์ใหญ่ แต่กลับทำออกมาได้กะทัดรัดและดูคลีนมาก
วัสดุเป็นโลหะทั้งตัว งานประกอบแน่น ฟีลลิ่งเวลาจับถือมีความพรีเมียมสูงมาก และการออกแบบก็ชัดเจนว่าเน้นการถ่ายภาพนิ่งเป็นหลัก ไม่ได้พยายามเป็นกล้องที่ทำทุกอย่างได้หมด
เรื่องสำคัญที่ต้องรู้คือรุ่นนี้ยังไม่รองรับการถ่ายวิดีโอ ใครที่หวังจะซื้อ Hasselblad X2D II 100C ไปใช้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ต้องบอกตรงๆ ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่คำตอบ
ช่องมองภาพใหญ่แบบหาได้ยาก
ช่องมองภาพของรุ่นนี้เป็นหนึ่งในจุดที่ผมประทับใจที่สุด มันใหญ่จนให้ความรู้สึกคล้ายมองจอหนังขนาดยักษ์อยู่ตรงหน้า ถ้าเคยใช้กล้องเรือธงบางรุ่นแล้วรู้สึกว่าช่องมองภาพใหญ่แล้ว ตัวนี้ไปไกลกว่านั้นอีก
สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การมองภาพก่อนกดชัตเตอร์ จุดนี้มีผลมากจริงๆ
จอหลังที่ดีมากทั้งการแสดงผลและการใช้งาน
จอหลังของ Hasselblad X2D II 100C เป็นจอที่สว่างสูงสุดประมาณ 1,400 nits รองรับสีระดับ DCI-P3 100% และแสดงผลแบบ HDR ได้ ทำให้การดูภาพจากหลังกล้องมีความใกล้เคียงสิ่งที่ตาเห็นมาก ทั้งในส่วนไฮไลต์ เงา และมิติสี
อีกจุดที่ชอบมากคือจอสามารถปรับมุมได้ ใช้งานถ่ายมุมกดและมุมต่ำสะดวกขึ้นเยอะ และระบบทัชสกรีนก็ลื่นมาก แม้จะเปิดดูไฟล์ RAW 16-bit ขนาดกว่า 200MB ก็ยังตอบสนองได้ดี ไม่รู้สึกอืดอาดเลย
อินเทอร์เฟซก็ทำออกมาเข้าใจง่าย ตัวเลขใหญ่ อ่านง่าย ปุ่มไม่เยอะเกินจำเป็น แต่จัดวางมาดี และมีการเพิ่มปุ่ม joystick รวมถึงปุ่มฟังก์ชันด้านหน้าและด้านหลังเข้ามา ทำให้คัสตอมการใช้งานได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน

สเปกหลักของ Hasselblad X2D II 100C ที่ควรรู้
- เซ็นเซอร์: Medium Format แบบ BSI CMOS
- ความละเอียด: 100 ล้านพิกเซล
- กันสั่นในบอดี้: สูงสุด 10 สต็อป
- ระบบโฟกัส: พัฒนาร่วมกับ DJI และมี Subject Detection
- ตรวจจับวัตถุ: คน สัตว์(เฉพาะสุนัข และแมว) และยานพาหนะ
- หน่วยความจำในตัว: 1TB
- การเชื่อมต่อ: USB-C, Wi-Fi 5GHz
- รองรับไฟล์ภาพ: RAW 16-bit, HEIF 10-bit HDR
- วิดีโอ: ไม่รองรับ
Medium Format ให้ภาพต่างจาก Full Frame ยังไง
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า Medium Format ภาพสวยกว่า แต่ไม่แน่ใจว่ามันต่างตรงไหนจริงๆ
จากการใช้งานของผม ความต่างไม่ได้มีแค่เรื่องความละเอียด แต่มันคือ มิติของภาพ การไล่ระยะ ความพุ่งของตัวแบบ และลักษณะของฉากหลังที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือน Full Frame
เซ็นเซอร์ของ Hasselblad X2D II 100C มี crop factor ประมาณ 0.79x เมื่อเทียบกับ Full Frame นั่นแปลว่าตัวเลขบนเลนส์จะให้มุมมองกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้เลนส์ระยะเดียวกันบน Full Frame
ตัวอย่างเช่น
- เลนส์ 20mm บน X2D II จะให้มุมมองใกล้เคียงประมาณ 16mm บน Full Frame
- ค่า f/3.2 เมื่อเทียบมิติชัดลึกชัดตื้น จะใกล้เคียงประมาณ f/2.8 บน Full Frame
ความน่าสนใจคือเราได้ภาพที่กว้างขึ้น แต่ยังคงลักษณะ perspective และการเบลอฉากหลังในแบบของเซ็นเซอร์ใหญ่เอาไว้ ทำให้บางระยะเลนส์ใช้งานสนุกมาก โดยเฉพาะเลนส์ซูมที่ให้ทั้งความยืดหยุ่นและมิติภาพที่ดูมีราคา

ระบบโฟกัสของ Hasselblad X2D II 100C ดีขึ้นชัดเจน
ถ้าพูดถึง Hasselblad รุ่นก่อนๆ หลายคนจะกังวลเรื่องโฟกัส โดยเฉพาะในที่แสงน้อยหรือสถานการณ์ที่ต้องการความไว
สำหรับ Hasselblad X2D II 100C รอบนี้ดีขึ้นแบบจับต้องได้จริง เพราะมีการพัฒนาระบบร่วมกับ DJI และเพิ่มเซ็นเซอร์สำหรับช่วยงานโฟกัสเข้ามา ทำให้การโฟกัสทั้งกลางวันและแสงน้อยแม่นขึ้นและเร็วขึ้น
ที่สำคัญคือมี Subject Detection แล้ว ทั้ง
- ดวงตาและใบหน้ามนุษย์
- ดวงตาสัตว์
- ยานพาหนะ
ผมลองเอาไปใช้กับงานที่ไม่ได้ง่ายอย่างการถ่ายมวยในเวิร์กช็อป ซึ่งถ้าเป็น X2D รุ่นก่อน บอกตรงๆ ว่าลำบากมาก แต่รุ่นนี้สามารถจับโฟกัสได้ดี แม้จะเป็นสภาพแสงน้อยและมีแสงย้อนแรงๆ ก็ยังเอาอยู่
แน่นอนว่ามันอาจยังไม่ได้เป็นสายสปอร์ตเต็มตัวแบบกล้องแอ็กชันหรือไฮสปีด แต่ถ้าเทียบกับภาพจำเดิมของ Hasselblad รุ่นนี้ถือว่าก้าวกระโดดมาก



กันสั่น 10 สต็อป ใช้งานจริงดีแค่ไหน
อีกจุดที่ผมประทับใจมากคือระบบกันสั่นในบอดี้ของ Hasselblad X2D II 100C ที่เคลมไว้สูงสุด 10 สต็อป และจากการใช้งานจริง มันช่วยได้เยอะมาก
ผมสามารถถือถ่ายด้วยสปีดชัตเตอร์ประมาณ 1 วินาที หรือบางจังหวะ 2 วินาทีได้แบบมีโอกาสรอดจริง ซึ่งสำหรับกล้อง Medium Format ความละเอียด 100 ล้านพิกเซล นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
แน่นอนว่า ถ้าต้องการภาพที่เป๊ะที่สุดในงานละเอียดมากๆ ขาตั้งกล้องก็ยังจำเป็น แต่ในการถ่ายท่องเที่ยวหรือการใช้งานจริงทั่วไป ระบบกันสั่นของรุ่นนี้ทำให้การถือถ่ายสะดวกขึ้นเยอะมาก

คุณภาพไฟล์ของ Hasselblad X2D II 100C ดีสมราคาไหม
คำตอบสั้นๆ คือ ดีมาก
ความละเอียด 100 ล้านพิกเซลของ Hasselblad X2D II 100C เป็น 100 ล้านที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนสเปก เวลาเราซูมเข้าไปดูรายละเอียด ทั้งผิวหน้า เสื้อผ้า เท็กซ์เจอร์ หรือองค์ประกอบเล็กๆ ในภาพ มันยังอยู่ครบมาก โดยเฉพาะกับงานพอร์ตเทรตในสตูดิโอ รายละเอียดของผิวและเครื่องแต่งกายออกมาแน่นมากจนเอาไปทำงานต่อได้สบาย
ไฟล์ HEIF 10-bit HDR น่าใช้มาก
อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามคือรุ่นนี้รองรับการถ่ายไฟล์ HEIF 10-bit HDR ในตัว ซึ่งดีมากสำหรับคนที่อยากได้ไฟล์พร้อมใช้งานที่เหนือกว่า JPEG แบบชัดเจน
ข้อดีคือ
- ขอบเขตสีกว้างกว่า JPEG 8-bit มาก
- เก็บรายละเอียดไฮไลต์และเงาได้ดีกว่า
- สีมีมิติกว่าอย่างเห็นได้ชัด
อุปกรณ์ยุคใหม่ทั้งสมาร์ตโฟน Android ระดับบน, iPhone, iPad และ Mac หลายรุ่นก็รองรับไฟล์ประเภทนี้แล้ว ถ้าซื้อ Hasselblad X2D II 100C ไปใช้งาน ผมแนะนำให้ลองเปิดใจใช้ HEIF ดู เพราะมันดีจริง

โทนสี Hasselblad คือเหตุผลที่หลายคนยอมจ่าย
ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากหลงรัก Hasselblad มันไม่ใช่แค่เรื่องความละเอียดหรือความคม แต่มันคือ โทนสี
Hasselblad มีระบบสีของตัวเองชื่อว่า HNCS หรือ Hasselblad Natural Color Solution ซึ่งฝังมากับไฟล์ RAW ของกล้อง สามารถเปิดใช้งานได้ผ่าน Lightroom หรือโปรแกรม Focus ของ Hasselblad เอง
สิ่งที่ผมรู้สึกชัดมากคือ สีมันดูเป็นธรรมชาติและสมจริง โดยเฉพาะสกินโทน เวลาถ่ายคนที่มีสีผิวต่างกัน กล้องสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของผิวแต่ละคนออกมาได้ดีมาก ไม่แบน ไม่ปลอม และไม่ต้องฝืนแต่งเยอะ
เวลาจัดแสงดี ใช้ไฟคุณภาพดี แล้วกดถ่ายด้วย Hasselblad X2D II 100C ภาพที่ได้จะใกล้เคียงกับสิ่งที่ตาเห็นมากจริงๆ แม้แต่ไฟล์ JPEG จากกล้องก็ยังให้สีและไดนามิกที่ดีอย่างน่าประทับใจ


Leaf Shutter คืออีกหนึ่งเหตุผลที่กล้องนี้พิเศษ
เรื่องนี้เป็นจุดสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่หลายคนอาจไม่ได้คิดถึงตั้งแต่แรก
Hasselblad X2D II 100C ไม่มีม่านชัตเตอร์กลไกในบอดี้ ถ้าเปิดเมาท์ออกมาจะเจอเซ็นเซอร์เลย เพราะระบบชัตเตอร์หลักของ Hasselblad อยู่ในตัวเลนส์ เรียกว่า Leaf Shutter
ข้อดีของ Leaf Shutter มีหลายอย่างมาก
1) ซิงก์แฟลชได้ทุกสปีดชัตเตอร์ของเลนส์
ถ้าใช้ในสตูดิโอ จุดนี้ดีมาก เพราะเลนส์สามารถซิงก์แฟลชได้เต็มช่วงสปีด เช่น 1/2000 หรือ 1/4000 วินาที ขึ้นอยู่กับเลนส์ที่ใช้
2) ช่วยลดปัญหา rolling shutter
เพราะเซ็นเซอร์ Medium Format ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็น stacked sensor หรือ global shutter ถ้าใช้ electronic shutter อย่างเดียว ปัญหา rolling shutter จะเกิดขึ้นได้ง่าย
แต่เมื่อใช้ Leaf Shutter การเปิดรับแสงจะเป็นไปในลักษณะที่ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ทำให้ภาพไม่บิดไม่โย้แบบที่มักเกิดกับการอ่านข้อมูลทีละส่วนของเซ็นเซอร์
3) ลดแรงสั่นจากการทำงานของม่านชัตเตอร์
ด้วยลักษณะการทำงานของ Leaf Shutter โมเมนตัมที่เกิดกับตัวกล้องมีน้อยลง ช่วยให้การถ่ายภาพความละเอียดสูงมีเสถียรภาพมากขึ้น
แน่นอนว่ามันก็มีสิ่งที่ต้องแลก เช่น ที่สปีดชัตเตอร์สูงมาก โบเก้อาจมีความสว่างไม่สม่ำเสมอทั้งวงบ้าง แต่โดยรวมแล้ว สำหรับการใช้งานจริง ผมมองว่าข้อดีของระบบนี้มีน้ำหนักมากกว่าเยอะ
หน่วยความจำในตัว 1TB ใช้จริงสะดวกมาก
หนึ่งในความสบายที่ผมชอบมากของ Hasselblad X2D II 100C คือมี Internal SSD ความจุ 1TB ในตัว
ต่อให้ไม่ใส่การ์ด CFexpress Type B ก็ยังใช้งานได้สบายมาก ผมสามารถถ่าย RAW พร้อม HEIF ได้หลายพันภาพ ประมาณ 4,000 กว่ารูป ซึ่งสำหรับการออกทริปหรือการใช้งานทั่วไป มันเพียงพอแบบเหลือๆ
ความรู้สึกมันต่างจากกล้องที่ต้องคอยกังวลว่าการ์ดจะเต็มไหม ลืมการ์ดไหม หรือควรพกสำรองกี่ใบ รุ่นนี้หยิบไปใช้งานได้เลยแบบสบายใจขึ้นเยอะ

การเชื่อมต่อและ Tethering
กล้องรองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB-C ทั้งการโอนข้อมูล ชาร์จแบต และการ tethering
ในส่วนการเชื่อมต่อไร้สาย รุ่นนี้รองรับ Wi-Fi 5GHz สามารถโอนไฟล์ JPEG, HEIF และ RAW ไปยัง iPhone หรือ iPad ได้ ส่วนระบบ Android ในการใช้งานที่ผมลองไม่ได้เป็นแกนหลักเท่า iOS
สำหรับงานสตูดิโอ ผมลอง tethering ผ่านโปรแกรม Focus บน Mac พบว่าเชื่อมต่อได้เสถียร เสียบแล้วเจอทันที แต่มีข้อจำกัดสำคัญอยู่หนึ่งอย่างคือ เมื่อ tethering แล้ว จะไม่สามารถใช้ Eye AF หรือ Subject Detection ได้ จะใช้ได้เพียงโฟกัสแบบ AF-S จุดเดียวเท่านั้น
จุดนี้น่าเสียดายมาก เพราะตัวกล้องมีระบบตรวจจับดวงตาและวัตถุที่ดีขึ้นแล้ว แต่พอเข้าโหมด tethering กลับใช้ไม่ได้
*หากต้องการใช้งาน Tethering แบบที่รองรับ AF-C และ Subject Detection ต้องใช้งานร่วมกับแอพ Phocus Mobile 2 บน Ipad , Iphone เท่านั้นในปัจจุบัน และเป็นการใช้งานแบบไร้สาย
เลนส์ที่ผมใช้กับ Hasselblad X2D II 100C และความรู้สึกจากการใช้งาน
XCD 35-100mm
เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ที่ผมใช้บ่อยที่สุดในช่วงที่ทดสอบ ถ้าเทียบกับ Full Frame จะอยู่ประมาณช่วง 28-80mm โดยประมาณ เป็นระยะที่ใช้งานง่ายมาก ครอบคลุมทั้งพอร์ตเทรตและงานทั่วไป
ตัวนี้เป็นเลนส์ตระกูล E series หรือกลุ่มคุณภาพสูงของแบรนด์ ให้ความคมดีมาก โบเก้สวย และยังได้มิติแบบ Medium Format ชัดเจน
สิ่งที่ผมชอบคือระยะ 35mm ของเลนส์ตัวนี้ยังคงบุคลิกของ 35mm อยู่ แต่ให้มุมมองกว้างขึ้นใกล้กับ 28mm บน Full Frame ทำให้ถ่ายคนหรือวัตถุได้โดยสัดส่วนไม่เพี้ยนเกินไป แต่ยังได้ความกว้างที่คล่องตัว
XCD 20-35mm
เลนส์ตัวนี้ถ้าเทียบกับ Full Frame จะประมาณ 16-28mm ค่า f/3.2-4.5 เป็นเลนส์มุมกว้างที่ให้ภาพกว้างสะใจมาก เหมาะกับงานสถาปัตยกรรม ท่องเที่ยว หรือภาพแลนด์สเคป
จุดที่ดีคือขนาดไม่ได้ใหญ่เกินไป พกง่ายกว่าที่คิด และให้คุณภาพภาพที่ดีจริง
XCD 90mm f/2.5
นี่เป็นอีกตัวที่ผมชอบมาก ถ้าเทียบกับ Full Frame จะใกล้เคียงประมาณ 75mm f/2 ในแง่มิติภาพ
มันเป็นเลนส์พอร์ตเทรตที่ให้ความเด้งของตัวแบบดีมาก การไล่ระยะสวย รายละเอียดคม และฉากหลังละลายอย่างมีคลาส ไม่ใช่เบลอแบบฟุ้งๆ แต่เป็นการแยกชั้นระยะที่ดูแพงมาก
ประสบการณ์ใช้งานจริงกับงานสตูดิโอ
เวลานำ Hasselblad X2D II 100C ไปใช้งานสตูดิโอ ผมรู้สึกว่ามันเข้าทางมาก ทั้งจากเรื่องสี รายละเอียด และการทำงานร่วมกับไฟ
ในเซตที่ผมใช้ มีการใช้ไฟต่อเนื่องหลายดวง ซึ่งช่วยให้ไฟล์ออกมามีสีที่สวยและสม่ำเสมอ เมื่อจับคู่กับโทนสีของ Hasselblad แล้ว ภาพที่ได้แทบไม่ต้องอธิบายมากก็เห็นเลยว่ามีคุณภาพสูง
จอหลังที่ดีมากก็ช่วยเรื่องนี้ด้วย เพราะเราสามารถเช็กโฟกัส เช็กรายละเอียด และดูสีได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเปิดซูมดูภาพจากไฟล์ 100 ล้านพิกเซล มันทำให้เราตัดสินใจหน้างานได้ชัดเจนขึ้นว่าภาพนี้ผ่านหรือยัง
ข้อสังเกตและข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนซื้อ
ถึงผมจะชอบ Hasselblad X2D II 100C มาก แต่ก็มีจุดที่ควรรู้ตรงๆ ก่อนตัดสินใจ
- ไม่มีวิดีโอ เหมาะกับคนที่เน้นภาพนิ่งจริงๆ
- ราคาแรงมาก ทั้งบอดี้และเลนส์
- เวลา tethering ใช้ Subject Detection ไม่ได้
- เลนส์ Leaf Shutter มีราคาสูง เพราะแต่ละตัวมีระบบชัตเตอร์ในตัว
- งานความละเอียด 100MP ต้องการความนิ่งสูง ถ้าต้องการความเป๊ะสุด ขาตั้งยังมีประโยชน์
Hasselblad X2D II 100C เหมาะกับใคร
จากที่ผมใช้งานมา ผมมองว่ากล้องตัวนี้เหมาะกับคนกลุ่มนี้มากที่สุด
- ช่างภาพพอร์ตเทรตที่ให้ความสำคัญกับสีผิวและมิติภาพ
- ช่างภาพสตูดิโอที่ต้องการไฟล์ละเอียดมากและซิงก์แฟลชได้เต็มสปีด
- ช่างภาพท่องเที่ยวหรือแลนด์สเคปที่อยากได้คุณภาพไฟล์ระดับสูงสุด
- คนที่หลงใหลประสบการณ์การถ่ายภาพและงานออกแบบระดับพรีเมียม
- คนที่อยากได้กล้องสำหรับ “ภาพนิ่งล้วนๆ” แบบจริงจัง
แล้วไม่เหมาะกับใคร
- คนที่ต้องการกล้องตัวเดียวจบทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ
- สายสปอร์ตหรือแอ็กชันที่ต้องการความเร็วโหดๆ ตลอดเวลา
- คนที่เน้นความคุ้มค่าเชิงสเปกล้วนๆ มากกว่าประสบการณ์ใช้งาน
- คนที่งบจำกัด เพราะระบบนี้ไม่ได้แพงเฉพาะบอดี้ แต่แพงทั้งระบบ
สรุปความรู้สึกหลังใช้ Hasselblad X2D II 100C
Hasselblad X2D II 100C ไม่ใช่กล้องที่ชนะด้วยสเปกทุกด้าน และมันก็ไม่ได้พยายามจะเป็นแบบนั้นด้วย
มันชนะด้วยประสบการณ์โดยรวม
ชนะด้วยช่องมองภาพที่ใหญ่จนอยากยกขึ้นมองบ่อยๆ
ชนะด้วยจอหลังที่ทั้งสวยและลื่น
ชนะด้วยฟีลลิ่งของบอดี้และการควบคุม
ชนะด้วยสีที่เป็นธรรมชาติแบบมีเสน่ห์
ชนะด้วยมิติภาพของ Medium Format
และชนะด้วยไฟล์ 100 ล้านพิกเซลที่ “ของจริง”
ถ้าถามว่าควรซื้อไหม ผมตอบได้แบบนี้
ถ้าคุณกำลังมองหากล้องที่ซื้อมาเพื่อถ่ายภาพนิ่งอย่างจริงจัง และคุณเข้าใจว่าความพิเศษของมันอยู่ตรงไหน Hasselblad X2D II 100C เป็นกล้องที่ควรลองให้ได้สักครั้ง เพราะมันอาจไม่ใช่แค่กล้องอีกตัว แต่มันอาจกลายเป็นกล้องที่ทำให้คุณอยากออกไปถ่ายภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ราคา Hasselblad X2D II 100C
ราคาบอดี้ของ Hasselblad X2D II 100C อยู่ที่ประมาณ 280,000 กว่าบาท ส่วนเลนส์แต่ละตัวก็อยู่ในระดับราคาสูงตามมาตรฐานของระบบ Hasselblad
สรุปสั้นๆ คือแพงมาก แต่ถ้าถามว่ามีเหตุผลรองรับไหม คำตอบของผมคือมี และค่อนข้างชัดเจนจากสิ่งที่กล้องตัวนี้มอบให้
Recommended products
ลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของทางร้าน ได้ตลอด 24 ชม. หรือ โทรเข้ามาโดยตรงผ่านโทรศัพท์
แอดไลน์ ID:@ZoomCamera หรือ หน้าเว็บไซด์ ZoomCamera
083-067-7677 / 02-098-9555 ต่อ 0 (หยุดวันอาทิตย์)









